ทุบตึกเคเคปาร์ค-ชเวก๊กโก่ แต่สแกมเมอร์ไม่ได้หายไปไหน! 3 ทิศทางหลังการปราบที่เมียวดี TCIJ X Prachatai : รายงาน กิตติยา อรอินทร์ : ภาพปก Pazzle Tue, 2026-06-30 - 08:49 ช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มาตรการบังคับใช้กฎหมายขยายจากการจับกุมผู้ปฏิบัติการในศูนย์สแกมเมอร์ ไปสู่การดำเนินคดีกับกลุ่มทุนและผู้บริหารที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ในเดือนตุลาคม 2568 สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรและดำเนินคดีกับ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) ประธานกลุ่ม Prince Group จากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์ การฟอกเงิน และการบังคับใช้แรงงาน ต่อมา 12 พฤศจิกายน 2568 ทางการไทยส่งตัว เฉอ เจ้อเจียง (She Zhijiang) ประธานกลุ่มบริษัทยาไท่ ผู้พัฒนาเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน หลังถูกควบคุมตัวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 และถัดมาช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ทางการกัมพูชาจะจับกุมและส่งตัวเฉิน จื้อ กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน [1] , [2] ในเวลาไล่เลี่ยกัน กองทัพพม่าส่งรถแบ็กโฮเข้ารื้อถอนเคเคปาร์คและอาคารบางส่วนในชเวก๊กโก่ ขณะที่ไทย จีน และพม่าร่วมปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์บริเวณชายแดนเมียวดี มีการเผยแพร่ภาพการรื้อถอนอาคาร การยึดอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และการส่งตัวผู้ต้องหาชาวจีนกลับประเทศกว่าพันคน จนหลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังภาพของ "ปฏิบัติการครั้งใหญ่" กลับมีคำถามสำคัญว่า เครือข่ายสแกมเมอร์ได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้าหรือไม่ และการปราบปรามครั้งนี้สามารถทำลายโครงสร้างของอุตสาหกรรมได้จริงเพียงใด ภาพ ตำรวจส่งตัว เฉอ เจ้อเจียง กลับไปดำเนินคดีที่จีน เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2569 ที่มา: มติชนออนไลน์ กองทัพพม่าเผยแพร่ภาพระหว่างตรวจค้นอาคารแห่งหนึ่งที่เคเคปาร์ค และยึดอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink โดยเริ่มปฏิบัติการเมื่อ 19 ตุลาคม 2568 ที่มา: Mizzima เมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าแทบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นจากเงินที่มาจากการหลอกลวงทางออนไลน์ ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย–พม่า ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก พื้นที่ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีเหยื่อจากการค้ามนุษย์หลายพันคนถูกกักขังอยู่ (ภาพ: คาเล็บ ควินลีย์/แฟ้มภาพ) ชายสองคนยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียง ในอาคารที่ปิดล็อกทางเข้าออกและคุ้มกันแน่หนาภายในกลุ่มอาคาร “KK Park 1” ทางตอนใต้ของเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ภาพถ่ายช่วงต้นปี 2568 (ภาพ: ซอ แดเนียล/Myanmar Now) ภาพถ่ายดาวเทียมของเมืองสแกมเมอร์เคเคปาร์ค ทางตอนใต้ของเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง (ภาพ: GoogleEarth) Myanmar News Agency ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลทหารพม่า เผยแพร่ภาพทางอากาศ หมู่ตึกในเคเคปาร์คที่บางส่วนถูกทำลาย ภาพเผยแพร่เมื่อ 10 มกราคม 2569 ที่มา: Myanmar News Agency รู้ข้อมูลก่อนถูกบุก? วันที่ 19 ตุลาคม 2568 กองทัพพม่าบุก เคเคปาร์ค อย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน แหล่งข่าวในพื้นที่รายงานว่าผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของ 'ศูนย์หลอกลวง' (Scam Compound) หลายแห่งได้รับแจ้งล่วงหน้า กองกำลังกะเหรี่ยงพิทักษ์ชายแดน (BGF/KNA) และกองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยผู้มีใจเมตตา (DKBA) ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองเครือข่ายเหล่านี้มาโดยตลอด ได้นำตัวหัวหน้าและผู้บริหารออกจากพื้นที่ก่อนที่รถแบ็กโฮจะเข้ามา ส่วน 'แรงงานสแกมเมอร์' ระดับล่างถูกปล่อยให้หาทางออกเอง [3] แรงงานชาวฟิลิปปินส์รายหนึ่งเล่าให้สำนักข่าว AP ฟังว่าตนและเพื่อนร่วมงานอีก 20 คนกระโดดข้ามรั้วหนีออกมาได้ แต่แรงงานชาวเอธิโอเปียในทีมเดียวกันอีก 5 คนยังอยู่ที่เดิม "พวกเขาอยากไปบริษัทอื่น" เขากล่าว พร้อมระบุว่าได้ยินเจ้านายชาวจีนพูดถึงแผนย้ายไปยังกัมพูชา แหล่งข่าวขอไม่เปิดเผยชื่อเพราะเกรงกลัวอันตราย แรงงานที่หนีออกจากเคเคปาร์ค กระจายตัวไปยังศูนย์หลอกลวงในพื้นที่ใกล้เคียงที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ ทั้งตงเหมยปาร์ค (Dongmei Park), ฮวนหยาปาร์ค (Huanya Park), โพลีปาร์ค (Poly Park) และ ชุนดาปาร์ค (Shunda Park) ในแถบบ้านแม่ท่อทะเล (Mae Htaw Tha Lay), อินจินเมียง (In Kyin Myaing) และบ้านมินเล็ตปัน (Min Let Pan) รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อย่าง วังข่า (Wankha), แทปง (Thaepone) และเมืองเมียวดี (Myawaddy) ตลอดจนพื้นที่ภายใต้การควบคุมของ DKBA เช่น ช่องแคบ (Kyauk Khet), วาเลย์ (Waw Lay) และพญาตองซู หรือด่านเจดีย์สามองค์ (Payathonzu) แรงงานหญิงชาวฟิลิปปินส์อีกรายเปิดเผยว่าศูนย์หลอกลวงที่เธอทำงานให้ย้ายคนหลายสิบคน พร้อมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเราเตอร์ไวไฟทั้งหมดไปยังฮวนหยาปาร์คที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อเปิดดำเนินการหลอกลวงชายชราชาวอเมริกันผ่านการเทรดทองคำ รัฐบาลทหารพม่าประกาศว่าการรื้อถอนเคเคปาร์คเสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยอ้างว่าได้ทำลายอาคารทั้งหมดและจับกุมผู้ต้องหาหลายพันคน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมกลับให้ภาพที่ต่างออกไป ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก Center for Information Resilience (CIR) องค์กรไม่แสวงหากำไรในลอนดอนที่ติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชน เผยให้เห็นว่าจากการรื้อถอนระลอกแรกซึ่งรัฐบาลพม่าอ้างว่าเสร็จสิ้นแล้ว มีเพียง 31 อาคารเท่านั้นที่ถูกทำลายจนราบ ขณะที่อีกอย่างน้อย 78 อาคารได้รับความเสียหายเพียงบางส่วน โดยส่วนใหญ่ถูกรื้อด้วยเครื่องจักรหนักซึ่งมักทิ้งหลังคา เพดาน และโครงสร้างชั้นต่าง ๆ ไว้ให้สมบูรณ์ กาย ฟัสฟุส (Guy Fusfus) จาก Myanmar Witness ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ Center for Information Resilience ให้สัมภาษณ์กับ AP โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมว่า อาคารจำนวนมากในพื้นที่ยังไม่ได้ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ และระบุว่า "อาจมีเจตนาที่จะสร้างและนำอาคารเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่" ขณะที่นักวิเคราะห์จาก C4ADS ซึ่งทำการตรวจสอบและเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นที่ที่ตั้งอาคารสแกมเมอร์อย่างน้อย 21 แห่งในอำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี อย่างต่อเนื่อง พบว่า ในจำนวนนี้มีถึง 14 แห่ง รวมถึงเคเคปาร์ค เอง ที่ปรากฏสัญญาณของการก่อสร้างใหม่หรือการขยายตัวเพิ่มเติมนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอาคาร สิ่งปลูกสร้างใหม่ หรือการปรับปรุงโครงสร้างเดิมในพื้นที่ [4] ส่วนข้อมูลของ Myanmar News Agency ซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐบาลทหารพม่า ระบุว่าจนถึงเดือนมกราคม 2569 ทางการรายงานว่ารื้ออาคารผิดกฎหมายในเคเคปาร์คจำนวน 635 หลัง ขณะที่ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2569 ยังมีการรื้อถอนอาคารในชเวก๊กโก่ ต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 77 หลัง ซึ่งรื้อไปแล้ว 64 หลัง และเหลืออีก 13 หลัง แสดงให้เห็นว่าการจัดระเบียบทั้งสองพื้นที่ดำเนินเป็นคนละระยะและมีขนาดของปฏิบัติการแตกต่างกัน [5] , [6] ภาพลวงตาของการปราบปราม ข้อมูลจากรายงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของสภาผู้แทนราษฎรไทยเมื่อปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในฝั่งพม่า คือกลยุทธ์ "ย้ายฐานหนีการจับกุม" ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เข้าทลายค่าย กลุ่มแก๊งจะสลายตัวและโยกย้ายไปตั้งฐานใหม่ในพื้นที่ที่กฎหมายเข้าไม่ถึง ก่อนเริ่มสรรหาแรงงานและเดินหน้าต่อ รายงานยังชี้ว่ากลุ่มทุนจีนสีเทาซึ่งเป็นแกนหลักของธุรกิจเหล่านี้ได้ขยายฐานออกไปยังเมืองใหม่ตามแนวชายแดน อาทิ เล้าก์ก่าย ในรัฐฉาน พม่า บ่อเต็น ในลาว และท่าเส้น-ทมอดา ในกัมพูชา โดยใช้ไทยเป็นทั้งทางผ่านและแหล่งระดมทรัพยากร และสรุปว่าหากปราศจากความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม การแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ก็คงเป็นแค่การไล่ล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด เจสัน ทาวเวอร์ (Jason Tower) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก Global Initiative Against Transnational Organized Crime (GI-TOC) ระบุว่าปฏิบัติการปราบปรามที่เคเคปาร์ค เป็นเพียงวิธีที่ผู้นำกองทัพพม่าบรรเทาแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่ยังคงเปิดรับกิจกรรมอาชญากรรมที่ทำรายได้มหาศาลต่อไป "ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองจริงๆ ที่จะปราบปราม" เขากล่าว [7] 3 ทิศทางหลังการปราบอาชญากรรมไซเบอร์ในพม่า ในรายงานข่าวสืบสวนสอบสวนชิ้นนี้ ผู้สื่อข่าวใช้เวลาตลอดช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ติดตามกลุ่มสนทนาบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) จำนวน 33 กลุ่ม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มสนทนาลักษณะเดียวกันที่ยังเปิดใช้งานอยู่ โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มหางานข้ามแดน กลุ่มชุมชนคนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มประกาศรับสมัครงานภาษาพม่า กลุ่มผู้ใช้ภาษาจีนในพื้นที่เมืองเมียวดี กลุ่มซื้อขายสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ตลอดจนกลุ่มที่มีการซื้อขายบัญชี ข้อมูลส่วนบุคคล และบริการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเทา แบ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า 9 กลุ่ม ชายแดนไทย-ลาว 1 กลุ่ม และชายแดนไทย-กัมพูชา 23 กลุ่ม จากการสังเกตการณ์ ผู้สื่อข่าวพบว่า กลุ่มสนทนาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ประกาศรับสมัครงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น "ระบบนิเวศออนไลน์" (online ecosystem) ของผู้ใช้งานในพื้นที่ชายแดน มีการประกาศซื้อขายและแลกเปลี่ยนบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่การหาที่พัก ร้านอาหาร บริการพาข้ามแดน รถรับส่ง การแลกเปลี่ยนเงินสดและคริปโทเคอร์เรนซี การซื้อขายโทรศัพท์ บัญชีโซเชียลมีเดีย และอุปกรณ์ไอที ตลอดจนการสอบถามร้านค้าและบริการในพื้นที่เมียวดี ท่าขี้เหล็ก และปอยเปต ควบคู่ไปกับการซื้อขายบัญชีธนาคาร ข้อมูลส่วนบุคคล และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเทา ทำให้กลุ่มสนทนาเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนบริการ และการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายผู้ใช้ในพื้นที่ มากกว่าจะเป็นเพียงช่องทางประกาศรับสมัครงานเพียงอย่างเดียว ผู้สื่อข่าวยังพบว่า แม้จะมีปฏิบัติการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในเคเคปาร์ค ชเวก๊กโก่ และพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่กลุ่มสนทนาเหล่านี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประกาศรับสมัครงาน การซื้อขายบัญชีธนาคารและบัญชีโซเชียลมีเดีย การซื้อขายข้อมูลลูกค้า การแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี การให้บริการข้ามแดน ตลอดจนการซื้อขายสินค้าและบริการสำหรับผู้ใช้งานในพื้นที่ชายแดน ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า แม้ศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่บางแห่งจะถูกทลาย แต่เครือข่ายเหล่านี้ได้ยุติลงจริง หรือเพียงปรับตัว กระจายตัว และย้ายฐานไปยังพื้นที่อื่น การวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มสนทนาออนไลน์ ประกาศรับสมัครงาน การประมวลสถานการณ์ข่าว และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เห็นรูปแบบการปรับตัวของเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างน้อย 3 ทิศทางหลังการปราบปรามครั้งใหญ่ ได้แก่ ทิศทางที่ 1 ปรับตัว-ยืดหยุ่น-กระจัดกระจาย อยู่ในจังหวัดเมียวดี ทิศทางที่ 2 ไปสู่ส่วนอื่น ๆ ในพม่า และทิศทางที่ 3 ข้ามพรมแดนออกนอกพม่า ทิศทางที่ 1 ปรับตัว-ยืดหยุ่น-กระจัดกระจาย อยู่ในจังหวัดเมียวดี ดังข้อมูลที่กล่าวไปในข้างต้น ผู้บริหารระดับบอสของแก๊งสแกมเมอร์ในเคเคปาร์ค ได้กระจายตัวไปยัง บ้านวังข่า (Wankha), แทปง (Thaepone), ชเวก๊กโก่ (Shwe Kokko) และในตัวเมืองเมียวดี ภายใต้การคุ้มครองของกองกำลัง BGF/KNA รวมถึง บ้านช่องแคบ (Kyauk Khet) และบ้านวาเลย์ (Waw Lay) ในเส้นทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ DKBA และกองทัพพม่า The Irrawaddy และ ISP Myanmar รายงานตรงกันว่าผู้เชี่ยวชาญบรรยายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็นระยะ "กลายพันธุ์และอัพเกรด" โดยเปลี่ยนรูปแบบจากศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่รวมศูนย์ไปเป็นหน่วยย่อยที่กระจัดกระจาย [8] [9] รายงานของ GI-TOC ที่ศึกษาปฏิบัติการศูนย์หลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเมินว่าอุตสาหกรรมนี้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปรับตัวสูง และเคลื่อนย้ายได้ง่าย โดยแม้จะถูกปราบปรามในหลายพื้นที่ ศูนย์เหล่านี้ก็มักเพียงปิดดำเนินการชั่วคราว ก่อนจะย้ายไปยังสถานที่ที่ถูกจับตาน้อยกว่าหรือมีขนาดเล็กลง หรือเปลี่ยนไปดำเนินการในเขตอำนาจรัฐอื่น ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเฉพาะจุดไม่อาจหยุดยั้งวงจรนี้ได้ [10] The Irrawaddy รายงานว่า ชิงสงปาร์ค (Qingsong Park) หรือรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าไทหัวการ์เดน (Thai Hoa Garden) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเคเคปาร์ค เพียง 5 กิโลเมตร ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาด้านหลังย่านศูนย์หลอกลวงเดิม กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้การปกป้องของกองกำลัง BGF/KNA ผู้ที่ได้เข้าไปถ่ายภาพจากภายในตั้งฉายาสถานที่นี้ว่า "KK Park 2.0" [11] AP รายงานว่าแรงงานชาวแอฟริกาจากเคเคปาร์ค กว่า 200 คน ย้ายเข้าไปอยู่ในศูนย์หลอกลวงอพอลโล (Apollo) ที่อยู่ใกล้เคียง ตามคำบอกเล่าของชาวต่างชาติที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่นั่น ศูนย์หลอกลวงขนาด 100 เอเคอร์ใกล้หมู่บ้านแม่ท่อทะเล (Mae Htaw Thalay) ยังคงดำเนินการตามปกติ และมีศูนย์หลอกลวงจีนอีกอย่างน้อยประมาณ 10 แห่งระหว่างเมียวดีกับแม่ท่อทะเล ที่รับผู้หลบหนีจากเคเคปาร์ค มาพักและทำงานต่อ แรงงานอีกรายซึ่งอ้างว่าเจ้านายไม่ยอมปล่อยตัวแม้จะจ่ายค่าไถ่แล้ว เล่าให้ AP ฟังว่าคนงานเคเคปาร์ค ที่มาพักที่เฮงเช็งปาร์ค 4 (Hengsheng Park 4) อยู่ได้สักสัปดาห์ก็ย้ายต่อ และได้ยินว่าส่วนใหญ่ไปยังกัมพูชา มอริเชียส และทวีปแอฟริกา เขายังเปิดเผยด้วยว่าบริษัทของตนยังคงใช้อุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink โดยอุปกรณ์ 3 ชิ้นหยุดทำงานหลัง SpaceX ประกาศตัดการเชื่อมต่อ แต่ชิ้นที่ 4 ยังคงใช้งานได้ [12] สำนักข่าวชายขอบ รายงานเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 ว่ากองกำลัง BGF/KNA กำลังเร่งก่อสร้างศูนย์หลอกลวงแห่งใหม่บริเวณเชิงเขาดอนะ จังหวัดเมียวดี ห่างจากชเวก๊กโก่ราว 20 กิโลเมตร โดยพบว่ามีการขนย้ายชาวจีนและชาวต่างชาติเข้าไปอยู่และดำเนินกิจกรรมฉ้อโกงหลอกลวงแล้ว ผ่านความร่วมมือของกองกำลังทหารพม่าในการอำนวยความสะดวก [13] แหล่งข่าวที่เป็นแรงงานชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่เปิดเผยกับสำนักข่าวชายขอบ ว่า นายทุนชาวจีนรายสำคัญและหัวหน้าเครือข่ายจากทั้งสองพื้นที่ได้รับการช่วยเหลือและขนย้ายไปยังหมู่บ้านติ๊ดกะเต่ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานแห่งใหม่ มีการก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมระบบน้ำ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ถนน และที่พัก แม้โครงสร้างพื้นฐานหลายส่วนยังไม่แล้วเสร็จ แต่จำนวนผู้คนในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีหลายพันคน และสถานบริการต่าง ๆ ได้เริ่มเปิดให้บริการแล้ว [14] แคมเปญสื่อภาวนาส่งกำลังใจ “เฉอเจ้อเจียง” ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ อนึ่งในระหว่างที่ไทยจับกุม เฉอ เจ้อเจียง หรือแส จิ้นเจียง (She Zhijiang) ประธานกลุ่มบริษัทยาไท่ ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ตามหมายจับตำรวจสากลคดีเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 จนกระทั่งส่งกลับไปดำเนินคดีต่อที่จีนในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นั้น ผู้สื่อข่าวพบเนื้อหาข่าวสารเกี่ยวกับ เฉอ เจ้อเจียง และเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม เช่น พบรายงานข่าว “ชาวเมียนมากว่า 3,000 คนรวมตัวอวยพรให้ นาย She Zhijiang ในพิธีบุญใหญ่ที่ Shwe Kokko YATAI” ในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2567 ( https://mgronline.com/onlinesection/detail/9670000075770 ) และไทยพับลิคมีเดีย 16 สิงหาคม 2567 ( https://www.thaipublicmedia.com/2024/08/Shwe-Kokko-YATAI-holds-a-grand-merit-making-event.html ) โดยในไทยพับลิคมีเดียมีการแนบลิ้งวิดีโอมาจาก YouTube ช่อง 大美亚太 (มหัศจรรย์ยาไท่) ซึ่งเป็นช่อง YouTube ที่เผยแพร่เนื้อหาจากเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ หลังจากนั้นพบข่าวเนื้อหาใกล้เคียงกันในสื่ออื่นๆ เช่น อมรินทร์ทีวี วันที่ 23 สิงหาคม 2567 ( https://www.amarintv.com/prnews/news/229413 ) ข่าวสด วันที่ 17 กันยายน 2567 https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_9418789 ข่าวที่เผยแพร่มีเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญใกล้เคียงกัน โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 ที่เมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ยาไท่ ได้จัดพิธีบุญยิ่งใหญ่ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน รวมถึงพระสงฆ์ 43 รูป พร้อมตัวแทนจากหลายภาคส่วนทั้งทหาร นักธุรกิจ คณะครู นักเรียน และประชาชนทั่วไป “มาร่วมสวดมนต์และอธิษฐานเพื่อส่งกำลังใจและขอพรให้นายแส เจ้อเจียง (She Zhijiang) ผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้” “ในงานมีการจัดตั้งกำแพงสีแดงยาว 50 เมตร เพื่อให้ประชาชนได้เขียนคำอวยพรถึงนายแส เจ้อเจียง ให้เขามีสุขภาพแข็งแรงและกลับมาสานต่อการพัฒนาเมือง Shwe Kokko YATAI อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เมืองนี้ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ถนนที่เคยเต็มไปด้วยโคลนถูกปรับปรุงให้สว่างไสวขึ้น กระท่อมที่เคยมีอยู่ก็ถูกแทนที่ด้วยอาคารใหม่ ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการลงทุนและความมุ่งมั่นของนายแส เจ้อเจียง” “Shwe Kokko Asia Pacific City (ชเวโก๊กโก่ เอเชียแปซิฟิก ซิตี้) ได้รับการยกระดับเป็นจังหวัดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตั้งอยู่ห่างจาก KK Park หลายสิบกิโลเมตร และไม่มีความเกี่ยวข้องกันตามที่เป็นข่าว เมืองนี้เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครันและการใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย ทำให้เมืองนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว” “การพัฒนาเมือง Shwe Kokko Asia Pacific ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่สร้างความภูมิใจและความตื่นเต้นให้กับชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาและพื้นที่ใกล้เคียง เมืองใหม่นี้โดดเด่นด้วยอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ซึ่งเป็นผลจากความทุ่มเทของนายแส เจ้อเจียง นอกจากนี้ การก่อสร้างในเมืองยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวในท้องถิ่น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมียนมากว่า 80,000 คนมีความมั่นคงและดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” รายงานข่าวระบุ พาดหัว “ชาวเมียนมากว่า 3,000 คนร่วมส่งกำลังใจถึง 'แส เจ้อเจียง' ในงานบุญใหญ่เมืองชเวโก๊กโก่” เผยแพร่ในข่าวประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์อมรินทร์ทีวี 23 สิงหาคม 2567 ข่าวขอพรส่งแรงบันดาลใจถึงนายเฉอ เจ้อเจียง ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ เผยแพร่ใน YouTube ช่อง Nation Online เมื่อ 22 สิงหาคม 2567 นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่สกู๊ปข่าววิดีโอเนื้อหาใกล้เคียงกันใน YouTube ช่อง Nation Online (ช่อง Nation 22) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 https://youtu.be/VJUF-rfQk_w?si=1YK77hy3bnvxuzLJ YouTube ช่อง Asia Morning 28 สิงหาคม 2567 https://www.youtube.com/watch?v=YTCzwTfKjUU และมีการสำเนาวิดีโอข่าวที่เผยแพร่ใน JKN ช่อง 18 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน https://www.youtube.com/watch?v=Tzb1Uk1hJAQ อย่างไรก็ตาม ภายหลังช่วงเวลาดังกล่าว ผู้สื่อข่าวไม่พบการเผยแพร่ข่าวกิจกรรมหรือข่าวประชาสัมพันธ์ในลักษณะการส่งกำลังใจแก่เฉอ เจ้อเจียง ผ่านสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ที่ทำการติดตามอีก เทเลแกรมเมืองยาไท่ ชเวก๊กโก่ฯ โพสต์เมื่อ 14 สิงหาคม 2567 เผยแพร่ข่าวและภาพกิจกรรมส่งกำลังใจให้เฉอ เจ้อเจียง ที่มา: Telegram 缅甸克伦邦省水沟谷市亚太城 จากการตรวจสอบเทเลแกรมกลุ่ม 缅甸克伦邦省水沟谷市亚太城 (เมืองยาไท่ ชเวก๊กโก่ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า) ( https://t.me/yatai8 ) ซึ่งเผยแพร่ข่าวสาร กิจกรรม และประกาศของโครงการยาไท่ เมืองใหม่ชเวก๊กโก่ มีผู้ติดตามประมาณ 1,267 คน พบว่าเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 มีการเผยแพร่ข่าวและภาพจากกิจกรรมส่งกำลังใจให้เฉอ เจ้อเจียง ผู้สื่อข่าวพบว่าเนื้อหาดังกล่าวถูกเผยแพร่ทั้งภาษาจีน https://t.me/yatai8/798 ) และภาษาพม่า ( https://t.me/yatai8/807 ) โดยมีสาระแบบเดียวกัน คืออธิษฐานให้เฉอ เจ้อเจียงกลับมาอย่างปลอดภัย เมืองยาไท่ ชเวก๊กโก่ มีความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง ประชาชนอยู่ดีมีสุข ทั้งนี้เทเลแกรมช่องดังกล่าว ยุติการเผยแพร่เนื้อหาตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการจัดระเบียบเคเคปาร์คและชเวก๊กโก่ รวมถึงก่อนการส่งตัวเฉอ เจ้อเจียงกลับประเทศจีนเพียงไม่นาน ทำให้ไม่ปรากฏการสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องดังกล่าวภายหลังปฏิบัติการกวาดล้าง เช่นเดียวกับ ช่องเทเลแกรม “亚太文娱综合频道” (ข่าวสารวัฒนธรรมและความบันเทิงย่าไท) ( https://t.me/ytwyzh666 ) มีสมาชิก 1,600 ราย ซึ่งนิยามว่าเป็นช่องนำเสนอ "ชีวิตที่หลากหลายในย่าไท่" โดยเผยแพร่ข่าวสารด้านกีฬา ดนตรี การถ่ายภาพ การอ่านหนังสือ และกิจกรรมชุมชนในเมืองใหม่ย่าไท่” ก็นำเสนอความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของเมืองจนถึง 12 พฤศจิกายน 2568 และไม่มีการโพสต์เพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ากลุ่มยาไท่ ชเวก๊กโก่ มีการตั้งกลุ่มใหม่ หรือใช้ช่องทางสื่อสารอื่นอีกหรือไม่ แต่กลุ่มเทเลแกรมของกลุ่มผู้ใช้ภาษาจีนบริเวณเมืองเมียวดีกลุ่มอื่นๆ ยังคงมีความเคลื่อนไหว ดังที่จะนำเสนอรายละเอียดต่อไป เทเลแกรม “สายเทา” เมียวดียังคึกคัก หาคนไปทำเพิ่ม แม้มีการถล่มตึก จากกลุ่มเทเลแกรมทั้งหมด 33 กลุ่ม ผู้สื่อข่าวเลือกกลุ่มสนทนาในแอปพลิเคชันเทเลแกรม 3 กลุ่ม ซึ่งถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจตามแนวชายแดนไทย-พม่า และมีกลุ่มธุรกิจสีเทา และเครือข่ายสแกมเมอร์ใช้สื่อสารด้วย ประกอบด้วย กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ซึ่งเป็นกลุ่มพูดคุยภาษาไทย ของคนไทยที่ทำงานอยู่ในฝั่งพม่าทั้งเมียวดี และท่าขี้เหล็ก และมีสมาชิกประมาณ 600 ราย กลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ) เป็นกลุ่มที่พูดคุยเป็นพม่า เกี่ยวกับการทำงานในฝั่งเมียวดีและพื้นที่อื่นของพม่า มีสมาชิกประมาณ 5,200 ราย และ กลุ่มสนทนา C (ชื่อสมมติ) นิยามตัวเองว่า “ดรามายาไท่” เป็นกลุ่มที่พูดคุยภาษาจีน เกี่ยวกับการทำงานในฝั่งเมียวดีและพื้นที่รอบๆ มีสมาชิกประมาณ 5,000 ราย ประกาศรับสมัคร "แอดมินหุ้น" ซึ่งถูกสงสัยว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ ที่มา: กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ใน กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพพม่าเริ่มจัดระเบียบและรื้อถอนอาคารที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในพื้นที่เคเคปาร์ค ทางตอนใต้ของเมืองเมียวดี พบว่ากลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ซึ่งเป็นกลุ่มของคนไทยที่ทำงานในฝั่งพม่า ยังคงมีการโพสต์ประกาศรับสมัครงานอย่างต่อเนื่อง โดยหลายประกาศมีลักษณะชักชวนให้แรงงานย้ายไปทำงานในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ตัวอย่างตำแหน่งที่เปิดรับ ได้แก่ แอดมินหุ้น แอดมินตอบแชท แอดไลน์ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ฝ่ายบัญชีฝาก-ถอน และงานยิงโฆษณาหาลูกค้า พร้อมเสนอเงินเดือน ที่พัก อาหาร ค่าเดินทาง และระบุว่าสามารถรับผู้ที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้ แม้ประกาศบางส่วนจะใช้คำว่า “แอดมินหุ้น” หรือ “ลงทุนออนไลน์” แต่ลักษณะของงานกลับไม่ได้สอดคล้องกับการเป็นโบรกเกอร์หลักทรัพย์ตามระบบตลาดทุนทั่วไป เนื่องจากไม่มีการระบุใบอนุญาต คุณสมบัติด้านการลงทุน หรือสังกัดบริษัทหลักทรัพย์ แต่เน้นการตอบแชทผ่านไลน์ การดูแลลูกค้า และมีค่าคอมมิชชันตาม “ยอด” ควบคู่กับสวัสดิการด้านที่พักและอาหารในพื้นที่ปอยเปต ลักษณะดังกล่าวจึงมีความสอดคล้องกับงานแอดมินในแพลตฟอร์มลงทุนออนไลน์หรือเครือข่ายหลอกลงทุน มากกว่าการทำหน้าที่เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ถูกกฎหมาย ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้จะมีการปราบปรามในพื้นที่เมียวดี แต่ยังคงมีความพยายามสรรหาแรงงานจากเครือข่ายคนไทยในฝั่งพม่าให้ย้ายไปทำงานในปอยเปต ขณะเดียวกันยังพบประกาศซื้อขายบัญชีโซเชียลมีเดีย บัญชีสำหรับยิงโฆษณา และบริการจัดหาบัญชีบนแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นโครงสร้างสนับสนุนทางดิจิทัลสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ การสร้างตัวตนปลอม หรือกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์รูปแบบต่างๆ แม้ว่าจากประกาศเพียงอย่างเดียวจะยังไม่สามารถยืนยันการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ได้โดยตรงก็ตาม เช่นเดียวกับ ประกาศรับสมัคร "บุคคลสแกนหน้า" ใน กลุ่มสนทนา A และนายหน้าจัดหาบุคคลเพื่อเข้ารับการยืนยันตัวตนกับบัญชีธนาคารและบัญชีทรูมันนี หลายแห่ง โดยกำหนดให้ผู้สมัครมีบัญชีธนาคารหลายประเภท ปรับวงเงินให้ทำธุรกรรมได้สูงสุด และเข้าพักในสถานที่ของบริษัทเป็นเวลา 3-7 วัน ลักษณะดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการจัดหาบัญชีม้าและการยืนยันตัวตน (KYC) ให้กับบัญชีทางการเงิน ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในการเคลื่อนย้ายเงินหรือทรัพย์สินดิจิทัลในเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ได้ ในช่วง 30 มีนาคม 2569 ใน กลุ่มสนทนา A พบประกาศรับสมัคร "ผู้ช่วยซื้อ USDT บน Binance" ซึ่งให้ผู้สมัครใช้บัญชี Binance และบัญชีธนาคารส่วนตัวซื้อและโอน USDT ตามคำสั่ง โดยมีค่าตอบแทนเป็นรายรอบ ลักษณะดังกล่าวมีความสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ "บัญชีม้าคริปโต" (crypto mule) หรือการจัดหาบุคคลเพื่อทำหน้าที่เคลื่อนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นวิธีการที่พบในเครือข่ายสแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และการฟอกเงินข้ามพรมแดน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในประกาศเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากิจกรรมดังกล่าวมีลักษณะผิดกฎหมายหรือเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมโดยตรง ประกาศรับสมัคร “แอดมินฟีลแฟน” ซึ่งเป็นงานรูปแบบโรแมนซ์สแกม ที่มา: กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ในช่วง 31 มีนาคม กลุ่มสนทนา A ยังคงมีลงประกาศรับสมัคร “แอดมินฟีลแฟน” หรือแอดมินสร้างความสัมพันธ์ (relationship-building operator) เพื่อไปทำงานในพื้นที่ใกล้กับกาสิโนแห่งหนึ่งในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยประกาศระบุว่ามีเงินเดือนประจำ ค่าคอมมิชชันตามยอด ที่พักและอาหารฟรี รวมถึงไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์หรือหนังสือเดินทาง ลักษณะงานที่ปรากฏในประกาศดังกล่าวมีความสอดคล้องกับรูปแบบการหลอกลวงแบบสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก หรือ “โรแมนซ์สแกม” (romance scam) หรือ “งานเชือดหมู” (pig-butchering scam) ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้ปฏิบัติงานจะใช้การพูดคุยสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเป้าหมาย ก่อนชักชวนให้ลงทุนหรือโอนเงิน และเป็นรูปแบบที่เคยถูกตรวจพบอย่างกว้างขวางในแหล่งปฏิบัติการสแกมเมอร์ในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง บทสนทนาสอบถามการเข้าไปทำงานในฝั่งเมียวดี ช่วงมิถุนายน 2569 ที่มา: กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ล่าสุดใน กลุ่มสนทนา A ช่วงต้นเดือนมิถุนายน ยังคงมีการสอบถามการเข้าไปทำงานในฝั่งเมียวดีปลอดภัยหรือไม่ ออฟฟิศตั้งอยู่บนภูเขาหรือการซื้อขายสินค้า มีการเตือนกันด้วยว่าระวังมิจฉาชีพจะให้โอนเงินก่อนได้รับสินค้า เป็นต้น ในช่วงครึ่งหลังของเดือนมิถุนายน ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นมา จนถึง 27 มิถุนายน การประกาศรับสมัครงานในกลุ่มยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกาศรับสมัครส่วนใหญ่ต้องการพนักงานตำแหน่งแอดมิน การตอบแชตลูกค้า การดูแลระบบฝาก-ถอน และงานการตลาดออนไลน์ ทั้งในพื้นที่เมียวดี ท่าขี้เหล็ก รวมถึงมีประกาศที่ระบุว่างานอยู่ในประเทศปากีสถาน หลายประกาศใช้ข้อความคล้ายกัน เช่น บริษัทออกค่าเดินทางและวีซ่า ที่พักและอาหารฟรี ไม่ยึดหนังสือเดินทาง ไม่กักขัง และสามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งสะท้อนว่าผู้รับสมัครพยายามสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้สมัครงาน หลังมีข่าวการหลอกลวง และบังคับใช้แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์ นอกจากการรับสมัครแรงงานแล้ว ผู้สื่อข่าวยังพบตลาดซื้อขายบริการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจออนไลน์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายบัญชี Facebook, TikTok, Telegram และ LINE การขายบัญชีสำหรับยิงโฆษณา การรับปั๊มยอดผู้ติดตาม ยอดวิว และยอดไลก์ การติดตั้งบอท Telegram รวมถึงการจำหน่ายโทรศัพท์และอุปกรณ์ไอที ประกาศหลายชิ้นระบุว่าพร้อมสอนการใช้งานหรือให้ทดลองสินค้าก่อนชำระเงิน สะท้อนว่ากลุ่มสนทนาไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่หางาน แต่ยังเป็นตลาดซื้อขายเครื่องมือดิจิทัลที่รองรับธุรกิจที่ดำเนินงานในพื้นที่ออนไลน์อีกด้วย อีกประเด็นที่พบอย่างต่อเนื่องคือการซื้อขายและเช่าบัญชีธนาคาร ผู้สื่อข่าวพบทั้งประกาศรับซื้อบัญชี รับเช่าบัญชี รับนายหน้าหาเจ้าของบัญชี รวมถึงประกาศรับทั้งบัญชีบุคคลและบัญชีนิติบุคคล หลายประกาศระบุว่ารับเฉพาะบัญชีที่มีวงเงินตามเงื่อนไข พร้อมรับพัสดุทางไปรษณีย์โดยไม่ต้องเดินทาง ขณะที่บางรายเสนอเช่าชุดบัญชีธนาคาร พร้อมโทรศัพท์ ซิม บัตร ATM และแอปพลิเคชันธนาคารที่ติดตั้งพร้อมใช้งาน รวมถึงการลงทะเบียน NDID หรือผ่านการยืนยันตัวตนกับธนาคารแล้วเสร็จ แม้จากประกาศเพียงอย่างเดียวจะยังไม่สามารถยืนยันการนำบัญชีเหล่านี้ไปใช้ในกิจกรรมใด แต่ข้อมูลสะท้อนว่าในฝั่งเมียวดี ยังมีตลาดจัดหาบัญชีธนาคารที่ดำเนินอยู่ควบคู่กับการรับสมัครแรงงานและบริการออนไลน์อื่นอย่างต่อเนื่อง ผู้สื่อข่าวยังพบการเสนอขายฐานข้อมูลลูกค้าและข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ขายแบ่งประเภทข้อมูล เช่น รายชื่อลูกค้าทั่วไป รายชื่อลูกค้ารายใหญ่ และรายชื่อผู้ที่เคยถูกหลอก พร้อมเอกสารประกอบและสำเนาบัตรประชาชน บางประกาศระบุว่าสามารถทดลองข้อมูลก่อนซื้อและสอนวิธีใช้งานให้ฟรี ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าฐานข้อมูลลูกค้าและข้อมูลส่วนบุคคลถูกซื้อขายในฐานะสินค้า และมีการนำกลับมาเสนอขายต่อในตลาดออนไลน์ ขณะเดียวกัน บทสนทนาในกลุ่มไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องประกาศสมัครงานหรือการซื้อขายบัญชีธนาคาร หรือบริการดิจิทัล แต่ยังพบการสอบถามร้านอาหาร ร้านขายโทรศัพท์ ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ร้านขายพอต ร้านน้ำกระท่อม การหาคนส่งอาหารไปยังอาคารในเมืองเมียวดี การสอบถามร้านค้าในท่าขี้เหล็ก รวมถึงบริการพาข้ามแดนและรถรับส่งระหว่างชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย สะท้อนว่ากลุ่มเทเลแกรม ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับผู้ที่ทำงานหรือเดินทางในพื้นที่ชายแดน ควบคู่ไปกับการเป็นช่องทางประกาศรับสมัครงาน ตัวอย่างประกาศรับสมัครงานในกลุ่มสนทนา B ซึ่งสื่อสารด้วยภาษาพม่า ระบุว่าตำแหน่งงาน Find Chat ทำงานในชเวก๊กโก่ ที่มา: กลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ) ตัวอย่างประกาศรับสมัครงานในกลุ่มสนทนา B ระบุว่าเป็นตำแหน่ง “US Chatting” ทำงานในชเวก๊กโก่ ที่มา: กลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ) ส่วน กลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ) เป็นกลุ่มสนทนาภาษาพม่าที่ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในพื้นที่เมียวดีและพื้นที่อื่นของพม่า จากการสังเกตการณ์ของผู้สื่อข่าวพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการสนทนาหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิก หากแต่เป็นการโพสต์ประกาศรับสมัครงานซ้ำ ๆ จากผู้ประกาศหลายราย โดยบางประกาศถูกนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำในวันถัดไป และแทบไม่พบการโต้ตอบระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ประกาศรับสมัครงานจำนวนมากระบุพื้นที่ทำงานใน "SKK" หรือชเวก๊กโก่ พร้อมเปิดรับตำแหน่งที่ใช้คำเรียกเฉพาะ เช่น “Find Chat, Finding, M1, M2, Reception, Killer” และ “Find Chat Second Leader” ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากประกาศรับสมัครงานด้านการตลาดออนไลน์หรือบริการลูกค้าทั่วไป ตัวอย่างเช่น ประกาศหนึ่งระบุว่าเป็นการเปิด "สำนักงานใหม่" รับสมัครตำแหน่ง Find Chat เงินเดือน 20,000-35,000 บาท พร้อมค่าคอมมิชชัน 1-16% และกำหนดตัวชี้วัดผลงานเป็นการ "เปิดบัญชี" และยอดเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าหน้าที่หลักคือการ "Daily Chat" ขณะที่ตำแหน่ง Find Chat Second Leader ได้รับเงินเดือน 25,000-50,000 บาท พร้อมโบนัสตามผลงานของทีม และกำหนดเวลาทำงานเป็นกะกลางคืนตั้งแต่ 23.30-11.30 น.