‘ความพยายามจบชีวิต’ ปมใหญ่ที่สังคมโลก-ไทยเผชิญ สื่อควรทำข่าวอย่างไร ไม่ให้สร้างผลกระทบเพิ่ม See Think Fri, 2026-07-03 - 16:28 การจบชีวิตตนเอง เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ประเทศไทยก็กำลังเผชิญปัญหานี้อย่างหนัก โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจดิ่งหัว ปัญหายาเสพติด ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาภัยพิบัติก็รุมล้อมทุกทิศทาง เราจำเป็นต้อง ‘พูดถึง’ เรื่องนี้กันจริงจัง แต่ประเด็นคือ จะพูดถึงมันอย่างไรที่จะไม่สร้างผลกระทบเพิ่มเติม และเปิดพื้นที่ให้แก่แสงสว่างในวันที่มืดมิด เบื้องต้นเราอาจเริ่มต้นจากการมองสภาพปัญหาในภาพรวม ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและนำไปสู่การหาทางออกในขั้นต่อไป แม้จะรู้ดีว่า ‘ชีวิตจริง’ มีความละเอียดอ่อนมากกว่า ‘ตัวเลขทางสถิติ’ อย่างมาก 1.ปัญหาหนักแค่ไหน : ในระดับโลก เกือบ 1 ใน 7 ของประชากรทั่วโลกใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาสุขภาพจิต และมีเพียง 9% เท่านั้นที่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ ประเทศต่างๆ จัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพจิตเพียงประมาณ 2% แต่ละปีทั่วโลกมีผู้จบชีวิตตนเอง มากกว่า 700,000 คน ในประเทศไทย ทุก 2 ชม. มีคนไทยจบชีวิตตัวเอง 1 คน ปี 2567 มีผู้จบชีวิตตัวเอง 3,656 คน ปี 2568 มีผู้จบชีวิตตัวเอง 4,556 คน ครึ่งปีแรกของปีนี้ มีผู้จบชีวิตตัวเอง 1,837 คน และคนที่พยายามอีก 8,019 คน แนวโน้มที่น่ากังวลคือ ผู้ที่ตัดสินใจจากไปมากที่สุด คือ กลุ่มผู้สูงวัย รองลงมาคือกลุ่มวัยทำงาน แนวโน้มที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ช่วงวัยที่ ‘พยายาม’ จบชีวิตตนเองสูงสุดคือ กลุ่มวัยรุ่น 15-19 ปี กราฟพุ่งสูงแบบทิ้งห่างช่วงวัยอื่นๆ 2.ปัจจัยเสี่ยง แน่นอนว่า มนุษย์มิได้ดำรงอยู่เดี่ยวๆ โดยแยกขาดจากเหตุปัจจัยอื่น ผู้คนอื่นๆ กระทั่งระบบสังคม กรมสุขภาพจิตวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่า ในกลุ่มผู้จบชีวิตตนเองมีปัจจัยเสี่ยงโดยคร่าวดังนี้ ติดสารเสพติด 21.8% ป่วยโรคจิตเวช 19.3% ป่วยโรคทางกายเรื้อรังรุนแรง 18.8% ติดสุรา 14.8% เคยทำร้ายตัวเอง 10.9% คนในครอบครัวปลิดชีวิตนเอง 5% Trauma ในวัยเด็ก 2.15 หากสำรวจลงไปใน ‘หมวดวิกฤตชีวิต’ จะพบปัจจัยหลายอย่างไล่เรียง 5 อันดับแรก ดังนี้ (เป็นการเก็บข้อมูลช่วง ต.ค.68-มี.ค.69 รวมจำนวน 1,184 คน ) เกิดวิกฤตขัดแย้งกับคนสำคัญในชีวิต ปัญหาสุขภาพที่รู้สึกอับอายหรือล้มเหลว สูญเสียความสัมพันธ์กับคนสำคัญในชีวิต รวมหย่าร้าง เลิกรา พลัดพราก ตายจาก เป็นหนี้ไม่สามารถจ่ายได้หรือถูกทวงให้อับอาย มีปัญหาเรื่องงาน เช่น ถูกเลิกจ้าง ขาดทุน ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง (ขอบคุณข้อมูลจาก พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข) 3.ความพยายามของภาครัฐ หากมองในด้าน ‘การช่วยเหลือ’ แบบทันท่วงที มีการเก็บสถิติของเหตุที่เกิดบนสะพานต่างๆในกรุงเทพฯ ในเดือน ก.พ.-เม.ย.2569 มีหน่วยกู้ภัยและตำรวจได้รับแจ้งเหตุและเข้าช่วยเหลือ 32 ราย ช่องว่างที่สำคัญก็คือ ในจำนวนนี้สามารถติดตามต่อเพื่อ follow up สภาพจิตใจของพวกเขาได้เพียง 8 รายเท่านั้น ปัจจุบันมีช่องทาง สายด่วนสุขภาพจิตโทร. 1323 ที่พัฒนาคู่สายให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับผู้ใช้บริการที่อยู่ในช่วงวิกฤตทางจิตใจ โดยสายด่วนนี้จะมีนักจิตวิทยาให้บริการ จากนั้นจะมีระบบประเมินความเสี่ยง หากมีความเสี่ยงสูงจะมีการส่งต่อ Hope Task Force หรือทีมปฏิบัติการพิเศษเพื่อป้องกันปลายทางแห่งโศกนาฏกรรม จากนั้นจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ เพื่อเข้าช่วยเหลือให้ทันท่วงที และมีทีมติดตามผลจาก รพ.จิตเวชขอนแก่น โทรศัพท์ติดตามอาการจนกว่าจะพ้นความเสี่ยง ปฏิบัติการนี้ดำเนินการมาได้ราว 3 ปี ให้บริการกว่า 1,000 ราย และเป็นกรณีวิกฤตฉุกเฉินอยู่ 105 ราย เกือบทั้งหมดผ่านพ้นไปได้ มีผู้กระทำสำเร็จ 6 รายที่ค้นหาพิกัดไม่ทันการณ์ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของความพยายามของหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเพียง ‘ปลายทาง’ ของปัญหา มีต้นตอปัญหามากมายที่เกินมือของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น ปัญหาเศรษฐกิจที่อาจทำให้ชีวิตหลายคนพังพินาศได้ง่ายๆ 4.บทบาทสื่อ อีกด้านหนึ่ง ‘สื่อมวลชน’ ก็เป็นช่องทางสำคัญ ทั้งในด้านสว่างของการสร้างความตระหนักรู้ต่างๆ เช่น การดูแลตนเองด้านสุขภาพจิต ทักษะการรับฟัง-deep listening ที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยบรรเทาความทุกข์ของคนรอบข้างได้ การชี้ช่องทางการช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน ฯลฯ แต่อีกด้านหนึ่ง บรรยากาศของสังคมก็อาจ ‘ดำดิ่ง’ ด้วยข้อมูลข่าวสารการรายงานข่าวปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นย้ำๆ ซ้ำๆ บ้างเน้นคลิกเบทปั่นอารมณ์ บ้างเขียนละเอียดถึงสิ่งต่างๆ มากเกินไปจนกลายเป็นเรื่องหวือหวาหรือกระตุ้นพฤติกรรมเลียนแบบ ฐิตินบ โกมลนิมิ จากกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า อดีตนักข่าวสืบสวนสอบสวน คือบุคคลที่อยู่ ‘สองโลก’ ทั้งวงการสื่อและแวดวงผู้ประสบสภาวะเปราะบางทางจิตใจ เธอร่วมมือกับศูนย์ความรู้และประสานสุขภาวะทางปัญญา สสส.