‘ใบถิ่นที่อยู่ถาวร’ เปลี่ยนชีวิต สำรวจผลลัพธ์แก้ปัญหาสถานะบุคคลใน อ.ฝาง มีเวลา 1 ปีกับการรอคอยของ 3.4 แสนคน ทีมข่าวการเมือง See Think Fri, 2026-07-03 - 12:15 เป็นอันโล่งไปหนึ่งเปลาะ เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลอนุทิน สานต่องานของรัฐบาลเศรษฐา ในวันสุดท้าย! โดยมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการตามหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลแก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร โดย ‘ขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี เพียงครั้งเดียว’ ไปสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จากมติ ครม.เดิมที่ให้ดำเนินการได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เหตุผลเนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมา มีความคืบหน้าน้อย สาเหตุหลักคือ กลุ่มเป้าหมายยังไม่มารายงานตัวเพื่อยื่นคำขอพัฒนาสถานะ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติยังคงเดิมทุกประการ อาทิ กรณีกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานานหลายสิบปี จะพิจารณาให้ ‘หนังสือรับรองการได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร’ โดยต้องมีคุณสมบัติทั่วไปของผู้ยื่นคำขอ เช่น (1) ไม่สามารถกลับประเทศต้นทาง (2) ไม่พบหลักฐานการมีและการใช้สัญชาติอื่น กรณีบุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย จะพิจารณาให้ ‘สัญชาติ’ โดยต้องเป็นบุตรของบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี 2542 และที่ทำสำรวจเพิ่มเติมปี 2548-2554 ครม.ยังได้มอบหมายให้กรมการปกครอง ดำเนินการกำหนดแนวทางคัดกรองและบริหารจัดการกลุ่มตกค้าง เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนให้มีความถูกต้องเป็นปัจจุบัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคง ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากผู้ไม่หวังดีและเครือข่ายอาชญากรรม ครม.ยังได้มอบหมายให้กรมการปกครอง ดำเนินการกำหนดแนวทางคัดกรองและบริหารจัดการกลุ่มตกค้าง เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนให้มีความถูกต้องเป็นปัจจุบัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคง ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากผู้ไม่หวังดีและเครือข่ายอาชญากรรม ประชาไทนำเสนอรายงานว่าด้วยการถอดหลักคิด-ที่มาของการริเริ่มนโยบายนี้ไปแล้ว ผ่านการ สัมภาษณ์ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (หรือที่เรียกกันว่า ‘นายกน้อย’) ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทั้งยุคเศรษฐาและแพทองธาร เนื่องจากเป็นนโยบายที่ค้างคามานานและเต็มไปด้วยแรงเสียดทานของความไม่เข้าใจในสังคม ตอนที่ 2 นี้จะเป็นการนำเสนอเรื่องราว ‘ชีวิตจริง’ จากพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งผู้สื่อข่าวลงสำรวจเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าและอุปสรรคของนโยบายการเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล โดยได้พูดคุยกับคนที่ได้สถานะอยู่อาศัยถาวร และคนที่ไม่เข้าเกณฑ์ตาม มติ ครม.นี้, ภาคประชาสังคมที่ทั้งมีความใกล้ชิดชุมชนและได้เข้าไปช่วย ‘หนุนเสริม’ ฝั่งราชการ รวมทั้งมุมมองจากทางจังหวัดเชียงใหม่เองที่ได้สะท้อนปัญหา-อุปสรรคที่พบในการดำเนินงาน และได้มีข้อเสนอแนะมาถึงส่วนกลางด้วย มติ ครม.ในรัฐบาลเศรษฐา (29 ตุลาคม 2567) มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาให้กับชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม ที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยตั้งแต่อดีต และไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้ รวมถึงกลุ่มบุตรที่เกิดในไทย ที่รอการพิจารณากำหนดสถานะจำนวนกว่า 483,000 คน ให้ได้รับการกำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมายและสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ได้มากขึ้น ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จไปเพียง 140,000 คน โดยใจกลางของมติ ครม.นี้ไม่ได้ทำอะไรมากไปว่า ช่วยลดขั้นตอนการพิจารณาคำขอให้เหลือเพียง 5 วัน จากเดิมที่กำหนดให้ใช้เวลา 270 วัน สำหรับการขอใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร และ 180 วัน สำหรับการขอมีสัญชาติไทย นั่นเป็นตัวเลขในกระดาษ แต่ชีวิตจริงอาจต้องรอยาวกว่านั้นมาก กลุ่มเป้าหมายของนโยบาย แบ่งได้ดังนี้ กลุ่มแรก: ผู้อพยพมาอยู่ไทยที่เคยสำรวจไว้ตั้งแต่ปี 2527-2542 มีประมาณ 120,000 คน (เลขประจำตัวประเภท 6) กลุ่มที่สอง: ผู้อพยพมาอยู่ไทยที่ได้รับการสำรวจเมื่อปี 2548-2554 มีประมาณ 215,000 คน (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 89) กลุ่มที่สาม: กลุ่มบุตรที่เกิดในไทยของชนกลุ่มน้อย มีประมาณ 29,000 คน กลุ่มที่สี่: กลุ่มบุตรที่เกิดในไทยของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยมีการสำรวจไปแล้วประมาณ 113,000 คน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ (ภาพโดย วรรณา แต้มทอง) เสียงจากชนกลุ่มน้อยที่ได้ ‘Thai PR’ ‘บัตรใหม่’ เปลี่ยนชีวิตแค่ไหน พลอย* หญิงชาวไทใหญ่อายุราว 40 ปีที่อาศัยใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ คือหนึ่งในคนที่ได้สถานะอยู่อาศัยถาวร (Permanent Residence หรือ Thai PR) จากนโยบายแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 29 ตุลาคม 2567 พ่อกับแม่ของพลอยเป็นชาวไทใหญ่ ย้ายมาทำงานที่ประเทศไทยเมื่อปี 2530 ต่อมาจึงให้กำเนิดพี่ชายที่ไทย ส่วนพลอยเกิดที่รัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่ออายุ 6 เดือนจึงได้ย้ายมาฝั่งไทย พ่อแม่ของพลอยถือ ‘บัตรเลข 6’ หรือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หัวบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 6 (ประเภทบุคคลบนพื้นที่สูง) โดยพ่อกับแม่ไปทำบัตรใบนี้โดยที่ไม่ได้พาลูกทั้งสองไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าต้องจัดการเรื่องสถานะบุคคลให้ลูกอย่างไร จากกลุ่มเป้าหมายสี่กลุ่มที่กล่าวไปด้านบน พ่อกับแม่ของพลอยจัดอยู่ในกลุ่มแรก ปัจจุบันแม่ได้ใบถิ่นที่อยู่ถาวรแล้ว ส่วนพ่อที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่ต้องการพัฒนาสถานะบุคคลแล้ว ย้อนกลับมาที่กรณีของพลอย เธอได้เข้าโรงเรียนและได้รับการสำรวจตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลปี 2548 นั่นทำให้เธอได้ ‘บัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่ม 0-89’ หรือ ‘บัตรเลข 0 กลุ่ม 89’ ผู้ถือบัตร 0-89 หมายถึง บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับผ่อนผันให้อยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทยได้อย่างชั่วคราว คนกลุ่มนี้มีสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่อาศัยในไทยได้ ทำงานได้ แต่มีข้อจำกัดในการเดินทางออกนอกเขตที่กำหนด (คนกลุ่มนี้ยังไม่ถือว่ามีสถานะการเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีสถานะทางทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสมบูรณ์) “ตอนมาใหม่ๆ คนที่ถือบัตร 0-89 ลำบากเหมือนกันนะ ถ้าจะไปในตัวเมืองเชียงใหม่ก็ต้องไปขอหนังสือ (ขออนุญาต) เดินทางจากอำเภอทุกรอบ การเดินทางลำบาก สิทธิการรักษาพยาบาลก็ไม่ครอบคลุมเหมือนตอนนี้” แม้ว่าภายหลัง จะมีการเปิดโอกาสให้คนที่ถือบัตร 0-89 สามารถเดินทางภายในจังหวัดได้ แต่ถ้าต้องการเดินทางไปจังหวัดอื่น จะขอต้องไปยื่นคำขอที่อำเภออยู่ดี ผลจากมติ ครม.ปี 2567 ทำให้คนที่ ‘ทันรอบสำรวจปี 2548’ อย่างพลอย เข้าเกณฑ์ผู้มีสิทธิยื่นขอมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ถาวร ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.