จากค่ายผู้ลี้ภัยสู่ไร่อ้อย (1) สำรวจการทดแทนแรงงานกัมพูชา ชาวไร่ครวญปีนี้แทบไม่รอด-ข้อเสนอฤดูหน้า ภาพปก: รายงาน: สรวุฒิ วงศ์ศรานนท์ และ ณัฐพล เมฆโสภณ XmasUser Thu, 2026-06-18 - 13:18 “ที่ผมตัดอ้อยปีนี้เสร็จ เนื่องจากผมใช้แรงงานชาติพันธุ์ แรงงานของกัมพูชาไม่มีสักคน ผมก็ไปรับเอาที่ศูนย์แม่ฮ่องสอน มีหลายศูนย์พักพิงฯ” สุรชัย วงศ์จอม เกษตรกรไร่อ้อยจากจังหวัดสระแก้ว อ.คลองหาด อายุ 50 ปี หนึ่งในเกษตรกรที่ต้องจ้างงานผู้ลี้ภัยจากศูนย์อพยพชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานกัมพูชา สุรชัย จ้างงานคนงานชาติพันธุ์ จากศูนย์พักพิงชั่วคราว มาจำนวน 38 คนจากที่ขอไป 40 คน โดยคนงานเริ่มเข้ามาที่ไร่อ้อย ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 ประมาณ 20 วันหลังโรงงานเริ่มเปิดรับหีบอ้อย จนสามารถจัดการตัดอ้อยในไร่ทั้ง 400 ไร่ ส่งโรงงานได้หมด 4,000-5,000 ตัน ทันกำหนดการปิดหีบ ก่อนหน้านี้ช่วงขาดแคลนคนงาน มีหลายคนถามว่าทำไมไม่ใช้เครื่องจักรช่วย สำหรับเกษตรกรไร่อ้อยวัย 50 ปี เล่าว่า ไร่ของเขาใช้รถตัดอ้อยไม่ได้ เพราะพื้นที่มีหินปน ถ้าใบมีดรถตัดฟันโดนหินตัวใบมีดก็จะแตก ต้องเสียเงินซ่อม รถตัดอ้อยจะใช้งานได้ในพื้นที่ราบชนิดที่ไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมา หากเปิดแอปพลิเคชัน " Google map " จังหวัดสระแก้ว จะตั้งอยู่บริเวณชายแดนฝั่งตะวันออกติดกับกัมพูชา ภูมิศาสตร์นี้ทำให้มีแรงงานประเทศกัมพูชาเข้ามาทำงานเป็นประจำตลอดทั้งปี เป็นแบบนี้มาหลายทศวรรษ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือในปี 2568 ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาย่ำแย่ลงอย่างหนัก ทำให้รัฐบาลมีมาตรการปิดด่านชายแดนอย่างไม่มีกำหนด ตั้งแต่ก่อนการปะทะระลอกแรกเมื่อ พ.ค. 2568 แรงงานกัมพูชาที่เป็นกำลังสำคัญในภาคการเกษตรไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้เหมือนอย่างเคย กลายเป็นสภาวะ ‘ขาดแคลนแรงงานฉับพลัน’ การนำเข้าแรงงานกัมพูชา ปกติมี 2 ระบบ คือ 1.