มัลติเวิร์สข่าวปั่น จักรวาลข่าวปลอม : ส่องสื่อทีวี - โซเชียลฯ โหมอคติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เรื่อง ทีมข่าวการเมือง ประชาไท ภาพประกอบ ชนิสรา ริมธีระกุล ข้อมูลและกราฟิก Neo Momentum และ Punch Up hungary budapest Thu, 2026-04-09 - 16:06 ผ่านมากว่าสี่เดือนแล้วสำหรับเหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชารอบล่าสุดเมื่อปลายปีก่อน (ธันวาคม 2568) ช่วงที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยของ อนุทิน ชาญวีรกูล ชิงยุบสภาฯ ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่กำลังโหมหนัก แม้ท้ายที่สุดเหตุปะทะทางทหารจบไปแล้ว แต่กระแสความเกลียดชังกัมพูชาในไทยไม่เบาบางลง ยังคงโหมไหม้รุนแรงตลอดมา คนที่เรียกร้องสันติภาพ ชี้ชวนให้สังคมแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริง ไม่ตัดสินด้วยความเชื่อ ถูกล่าแม่มด ข่มขู่เอาชีวิต ใครไม่ไหลตามน้ำถูกประณามได้ง่ายๆ ว่า ‘ขายชาติ’ เป็น ‘ไส้ศึกเขมร’ สารพัดเฟกนิวส์ถูกส่งต่อบนโซเชียลมีเดีย ทว่า อะไรคือเชื้อไฟของสิ่งนี้ เหตุใดการสู้รบสงบแล้วแต่คลื่นความเกลียดชังกลับรุนแรง ตัวโหมกระพือนั้นกระทำผ่านหลายปัจจัย ทั้งสื่อมวลชน อินฟลูฯ นักการเมือง ฯลฯ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย จากการตรวจสอบร่วมกันของประชาไท Punch Up และ Neo Momentum พบว่าสองสิ่งนี้มีบทบาทสำคัญในการรับส่งข่าวปั่นกันไปมาเกี่ยวกับความขัดแย้งไทยกัมพูชาอย่างน่ากังวล บ่อยครั้งไม่มีแหล่งอ้างอิง หนักสุดเอาข่าวเท็จมานำเสนอ ส่วนมากเริ่มจากเพจโซเชียลฯ ที่ระบุตัวตนไม่ได้ เมื่อมีคนแชร์ต่อเยอะ สื่อก็งับไปรายงานจริงจังโดยไม่ตรวจสอบ เมื่อสื่อนำเสนอ ประชาชนกับเพจโซเชียลฯ ก็เอาไปโพสต์ต่อ กลายเป็น ‘วัฏจักรข่าวปั่น’ ชี้นำอารมณ์มวลรวมของสังคม หรือต่อให้ไม่มีข่าวปั่น ก็มีปรากฏการณ์ที่สื่อใช้คลิปเก่าช่วงเหตุปะทะมาวนฉายในรายการทุกวัน จนบางครั้งคนเข้าใจผิด แม้ถูกท้วงติงว่าอาจทำให้ประชาชนประเมินสถานการณ์ไม่ถูก แต่สิ่งเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นทุกวันนับตั้งแต่ปลายธันวาคม 2568 เป็นต้นมา โดยไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลง เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นสินค้าราคางาม ‘จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ’ เป็นเพียงถ้อยคำเปล่ากลวง อคติต่อกัมพูชาจึงขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ และหนทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งก็ย่อมแคบลงเรื่อยๆ เช่นกัน ประชาไทเชิญสำรวจ ‘มัลติเวิร์สข่าวปั่น จักรวาลข่าวปลอม’ ไปพร้อมกัน เพื่อพิจารณาว่าสถานการณ์ตอนนี้น่ากังวลเพียงไหน สื่อขายขำ ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติถูกสร้างขึ้นได้หลายรูปแบบ มิใช่เพียงจากความขัดแย้งซึ่งหน้า หลายครั้งผ่านการลดทอนความเป็นมนุษย์ด้วยความขำขัน โดยเฉพาะในลักษณะที่ทำให้รู้สึกว่า ‘คนชาติอื่น’ มีความคิดความอ่านด้วยกว่า ‘เรา’ โดยธรรมชาติ เป็นเพียงวัตถุของความขำขัน ช่วงหลังโซเชียลมีเดียของสื่อกระแสหลักมักโพสต์คลิปสั้นเกี่ยวกับ ‘ความเปิ่น’ ของคนเขมรหรือทหารเขมร ส่วนมากดูดมาจาก TikTok หรือไม่ระบุแหล่งที่มา บางสำนักเรียกได้ว่าลงทุกวัน วันละหลายคลิป แม้กระทั่งรายการออกอากาศทางโทรทัศน์ก็ต้องหยิบมาเล่า แต่ละคลิปได้ยอดรับชมตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนและล้าน สิ่งเหล่านี้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลแค่ไหน น่าเชื่อถือหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือเหตุใดจึงต้องนำเสนอทุกวัน สิ่งนี้ทำให้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้นอย่างไร มีคุณค่าต่องานข่าวอย่างไร แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลายครั้งเต็มไปด้วยการลดทอนความเป็นมนุษย์ เช่น คลิปสั้น ที่เพจ Facebook ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ นำมาลง ปรากฏภาพหญิงสาวในชุดทหารกัมพูชาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ทหารชาย ผู้ประกาศข่าวบรรยายเชิงล้อเลียนว่า “...ที่รัก เธอรักเราไหม เธอขึ้นมอ’ไซค์เลย แล้วไปอยู่กันที่ฐานทหาร เพราะนอกจากเธอจะช่วยฉันได้แล้ว เธออาจจะช่วยเพื่อนทหารของฉันด้วยก็ได้” ตามมาด้วยคอมเมนต์เหยียดหยามสารพัด “Heeไม่หลวมให้มันรู้ไปงานนี้” “ไม่ถึงเดือนท้องกลับบ้าน คลอดมาหน้าตาเหมือนเพื่อน” “เมียประจำฐาน เพื่อนบ่าวรอสุกี้หม้อรวม” ฯลฯ ตัวอย่างคลิปจากเพจ Facebook ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69 ตัวอย่างคลิปจากเพจ Facebook ‘Bright TV’ เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 69 รวมถึงคลิปวิวาทะระหว่างคนไทยกับเขมร ก่นด่าท้าทายผ่านโลกออนไลน์ สื่อก็นำเสนอเป็นจริงเป็นจัง พบบ่อยคือ ‘อมรินทร์ทีวี’ ที่ชอบเอาคลิป ‘บักบอย’ อินฟลูฯ เขมร มาออกรายการ แล้วเอาคลิปคนไทยด่าบักบอยมาโต้ จากนั้นผู้สื่อข่าวก็ผสมโรงด่า จนแทบจะเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง แม้แต่การพาดหัวข่าวก็ชวนคิดว่านี่คือท่าทีอันเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์?